กลยุทธ์ใหม่ของจีน ซื้อบริษัทต่างประเทศ

จิตติมา ยอดปราง
09 Jul 2019

กลยุทธ์ใหม่ของจีน ซื้อบริษัทต่างประเทศ


 



บริษัทจีนลุยชอปบริษัทต่างชาติ


เมื่อเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวลดลงอย่างค่อนข้างถาวร เงินหยวนได้เข้าตะกร้าเงินสำรองเงิน SDR ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทำให้ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดเสรีมากขึ้น ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาและการที่ประเทศจีนมีสำรองเงินตราต่างประเทศ (มีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์) ทำให้บริษัทของจีนพาเหรดออกไปซื้อกิจการบริษัทต่างชาติกันขนานใหญ่


การซื้อกิจการและสินทรัพย์ต่างประเทศในอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนและดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ทำให้ธุรกิจจีนนอกจากจะได้ใช้สำรองเงินตราต่างประเทศเพื่อชิงสัดส่วนตลาดในต่างประเทศทางอ้อมโดยการซื้อกิจการบริษัทข้ามชาติของตะวันตกแล้ว ยังเป็นการนำสำรองเงินตราต่างประเทศที่มีมากเกินจำเป็นไปลงทุนอย่างฉลาด


ภายใน 3 เดือนแรกของปีนี้ มีบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจของจีนได้ตกลงซื้อและทำข้อเสนอซื้อกิจการจากทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าถึง 100,000 ล้าน ดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท) โดยดีลใหญ่สุดเป็นของบริษัท ไชน่า เนชั่นแนล เคมีคัล คอร์ปอเรชั่น (China National Chemical Corporation) หรือ’เคมไชน่า’ (ChemChina) ที่เสนอซื้อบริษัทซินเจนทา (Syngenta) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยาป้องกันศัตรูพืชและเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอของสวิตเซอร์แลนด์ในราคา 43,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.548 ล้านล้านบาท)


เป้าหมายสำคัญของจีนในการซื้อซินเจนทาคือ เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ ที่จะทำให้จีนสามารถเพิ่มผลิตผลทางเกษตร เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศที่มีประชากรกว่า 1,200 ล้านคนได้ในอนาคต


บริษัทเคมไชน่านี้เอง ถ้าจำกันได้คือบริษัทจีนที่สร้างความฮือฮาในปี 2558 ด้วยการซื้อกิจการบริษัทผลิตยาง แบรนด์พิเรลลี่ (Pirelli) ของอิตาลี ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ในราคา 7,100 ล้านยูโร (ประมาณ 287,000 ล้านบาท) แต่เมื่อเทียบกับดีลการเสนอซื้อซินเจนทาแล้ว การซื้อพิเรลลี่กลายเป็นดีลเล็กๆ ไปเลย


นอกจากเคมไชน่าแล้ว บริษัทจีนอื่นที่ซื้อกิจการต่างชาติช่วง 3 เดือนแรกปี 2559 ที่เป็นดีลใหญ่ๆ คือ บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า ไฮเออร์ กรุ๊ป (Haier Group) ซื้อธุรกิจแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัท เจนเนอรัล อิเลคทริค (General Electric) หรือ จีอี (GE) ไปในราคา 5,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 194,400 ล้านบาท)


บริษัท เอชเอ็นเอ (HNA) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนที่มีธุรกิจทั้งสายการบิน การเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ซื้อบริษัท อินแกรม ไมโคร (Ingram Micro) บริษัทผู้ค้าส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในราคา 6,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 216,000 ล้านบาท)


อีกดีลหนึ่งที่ใหญ่มาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือข้อเสนอของอันปัง อินชัวรันซ์ (Anbang Insurance) บริษัทประกันใหญ่อันดับ 2 ของจีนที่เสนอซื้อสตาร์วูด (Starwood) ธุรกิจกลุ่มโรงแรมของสหรัฐอเมริกา ที่มีเจ้าของเครือข่ายโรงแรมใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 4,000 แห่งในราคา 14,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 504,000 ล้านบาท) เมื่อต้นปี 2559 ที่ผ่านมา


3 เดือนของปีนี้ บริษัทของจีนไม่ได้เล็งซื้อกิจการต่างชาติในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปเท่านั้น แต่มีการมองหาลู่ทางลงทุนไปทั่วโลก อย่างเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทประกันชีวิตของจีน คือ ผิงอัน อินชัวรันซ์ (Ping An Insurance) และ อันปัง อินชัวรันซ์ (Anbang Insurance) กำลังเดินหน้าซื้อกิจการประกันในเกาหลีใต้


สื่อท้องถิ่นในเกาหลีใต้ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2559 นี้ บริษัทต่างชาติและกองทุนของเกาหลี จะมีการขายบริษัทประกันต่างชาติที่มีกิจการในเกาหลีใต้ 3 บริษัท คือ อัลลิแอนซ์ไลฟ์ ไอเอ็นจี และ พีซี เอไลฟ์ ของ พรูเด็นเชียล ซึ่งปรากฏว่าบริษัทประกันของจีนแสดงความสนใจแล้วว่าจะซื้อกิจการ โดยอันปังได้ซื้อบริษัทประกันท้องถิ่นชื่อ ตงหยางไลฟ์ (Tong Yang Life) ไปแล้วในราคา 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 36,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นการปูทางการรุกเข้าสู่ตลาดประกันชีวิตเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านของจีน


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::


ขบวนพาเหรดการเทคโอเวอร์บริษัทต่างชาติของบริษัทเอกชนและรัฐวิสาหกิจจีน เกิดขึ้นจาก 2 เหตุผลด้วยกันคือ ประการแรกเป็นการนำเอาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจีนสะสมมาหลาย 10 ปี ออกมาใช้ผ่านการลงทุนซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ


เหตุผลที่สอง คือ บริษัทของจีนเริ่มยกระดับตัวเองขึ้นสู่เวทีโลก ดังนั้นวิธีการซื้อกิจการระดับแนวหน้าของโลก จึงเป็นสะพานให้บริษัทในจีนขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว


อย่างเมื่อ 10 ปีก่อนที่ CNOOC ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีน เคยพยายามจะเทคโอเวอร์ ยูโนแคล (UNOCAL) แต่ไม่สำเร็จและเกิดปัญหาการเมืองขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทำให้จีนหันไปลงทุนซื้อสินทรัพย์ที่เป็นแหล่งผลิตสินค้าประเภทวัตถุดิบที่จีนใช้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมของตัวเอง และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา แต่ขณะนี้เป้าหมายการเทคโอเวอร์กิจการต่างชาติของจีนเปลี่ยนมาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงอยู่ในแถวหน้า


เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้คล้ายกับตอนที่บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเคยยิ่งใหญ่ได้รับฉายาว่า Japan Inc. ลุยซื้อบริษัทอเมริกันในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ซึ่งสมัยนั้นโซนี่ (Sony) ซื้อโคลัมเบีย พิคเจอร์ส (Columbia Pictures) จนทำให้นักการเมืองอเมริกันพากันหวาดกลัวว่าญี่ปุ่นจะกลืนเศรษฐกิจอเมริกัน และหาทางสกัดกั้นญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เป็นประเทศจีนที่เป็นเป้าของนักการเมืองอเมริกัน


เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สถานีวิทยุ Voice of America (VOA) ระบุว่า บริษัทของจีนตั้งเป้าซื้อกิจการธุรกิจต่างชาติ 1,000 บริษัทในปี 2559 โดยอ้างข้อมูลจากสถาบัน Dealogic ที่เก็บข้อมูลทางการเงินระบุว่า ในปี 2556 บริษัทจีนซื้อธุรกิจสัญชาติสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไป 9 บริษัท ปีต่อมาซื้อเพิ่มอีก 4 บริษัท ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 25 บริษัทในปี 2558


“3 ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนซื้อธุรกิจไปแล้วมูลค่า 118,000 ล้านดอลลลาร์ (ประมาณ 4.248 ล้านล้านบาท) และในปี 2559 แค่ไตรมาสแรกเสนอซื้อไปแล้ว มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และมีที่จบดีลจ่ายเงินไปแล้ว 55,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท)”


ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างชาติเชื่อว่า แม้นักการเมืองอเมริกันจะเริ่มคัดค้านการขายกิจการธุรกิจให้กับบริษัทของจีน แต่ก็ไม่สามารถหยุดการรุกออกนอกประเทศของ China Inc. ได้ เนื่องจากรัฐบาลจีนก็สนับสนุนให้บริษัทจีนรุกออกนอกประเทศ ดังนั้น เราคงจะได้เห็นกระแสบริษัทจีน เทคโอเวอร์ บริษัทต่างชาติมีระดับตั้งแต่นี้ไปจนถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย


เปิดโลกการเรียนรู้สู่การลงทุน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่งได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ห้องสมุดมีหนังสือดีด้านการเงิน การลงทุน มากกว่า 20,000 เล่ม รอให้ทุกท่านได้มาเรียนรู้ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30-21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทางออก 3


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ผู้เขียน : หนอนเว็บ
ที่มา : วารสาร Business+ ฉบับเดือนพฤษภาคม 2559
ขอบคุณภาพประกอบจาก : mercurynewsdaily.com และ businessinsider.com