ตลาดผันผวน ลงทุนอย่างไรดี

จิตติมา ยอดปราง
22 Aug 2019



ที่มา : วารสาร การเงินธนาคาร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2561


เขียนโดย โดย คุณสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด


=============================




การลงทุนตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ที่กระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนแทบทุกเดือนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ การประชุมสุดยอดผู้นำระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ปัญหาการเมืองอิตาลี สงครามซีเรีย การคว่ำบาตรอิหร่านและรัสเซีย และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย


ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้แม้กระทั่งกองทุนรวมตราสารหนี้ที่คิดกันว่ามีความปลอดภัยสูง กลับมีผลตอบแทนติดลบบ้างบางช่วงบางตอน ไม่ต้องพูดถึงกองทุนตราสารทุนที่เคลื่อนไหวขึ้นลงราวกับรถไฟเหาะ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก หรือวิกฤติเศรษฐกิจกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ แล้วนักลงทุนอย่างเราควรทำอย่างไรกันดี มาหาคำตอบกันครับ


วิกฤติเศรษฐกิจมักจะเกิดขึ้นทุกๆ 10 ปี เมื่อ 10 ปีที่แล้วเรามีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ก่อนหน้านั้นเรามีวิกฤติต้มยำกุ้ง แล้วปีนี้เราจะมีวิกฤติเศรษฐกิจอะไรเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ เรามาเข้าใจภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ณ ขณะนี้ก่อนครับ


เศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในช่วงของการขยายตัว เห็นได้จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศที่ยังสามารถที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราการว่างงานก็ยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่สุด นับตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อช่วงปี 2008 เลยทีเดียว ในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อเองก็เริ่มที่จะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ซบเซามานาน


นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าธนาคารกลางของหลายๆ ประเทศเองก็เริ่มที่จะลดการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายและเริ่มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยุติการทำ QE ไปแล้ว และอยู่ระหว่างการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 7 แล้ว


ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปเอง ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้พิจารณาที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ แต่ก็ได้ประกาศในที่ประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเช่นกัน ว่าจะยุติการทำ QE ณ สิ้นปีนี้แล้ว เท่าที่เห็นก็มีเพียงแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ซึ่งช่วยตอกย้ำว่า เศรษฐกิจโลกได้ผ่านช่วงที่ยากลำบากไปแล้ว และยังไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้


ถ้าอย่างนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกกัน? ทำไมตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market ถึงได้ปรับตัวลงมากเป็นพิเศษ? คำถามนี้คงจะผุดขึ้นมาในหัวของนักลงทุนในทันที


นอกเหนือจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ และข่าวทางการเมืองอื่นๆ ที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในขณะนี้แล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก คือ การที่ปริมาณเงินโดยรวมในระบบกำลังเริ่มที่จะลดลงเป็นครั้งแรกหลังเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์เมื่อช่วงปี 2008 ก่อนหน้านี้เราอยู่ในช่วงที่มีการปั๊มเงินเข้ามาในระบบอย่างมากมายผ่านนโยบายทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำ QE หรือการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ซึ่งปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารทั่วโลกต่างปรับตัวลง


นักลงทุนจึงเริ่มหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่ามาชดเชย (Search for Yield) เม็ดเงินจำนวนมากจึงไหลเข้าไปในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ผลักดันให้ราคาตราสารทุน และราคาอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้ได้เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุติการทำ QE ไปแล้ว และธนาคารกลางยุโรปกำลังจะยุติการทำ QE ณ สิ้นปีนี้


สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักลงทุนต่างชาติบางส่วนเริ่มที่จะเทขายตราสารหนี้และตราสารทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Market เพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในประเทศของตัวเอง ส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว และยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้นักลงทุนต่างชาติรีบขายตราสารหนี้และตราสารทุนออกมามากกว่าเดิมเพื่อหนีการขาดทุนจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ปรับตัวลงอย่างรุนแรง


แล้วนักลงทุนอย่างเราควรทำอย่างไรดี ควรจะขายกองทุนทิ้งแล้วไปถือเงินสดก่อนหรือไม่ ก็ต้องกลับไปดูที่ปัจจัยพื้นฐานและราคาของกองทุนที่เราลงทุนก่อน ถ้ากองทุนที่เราลงทุนอยู่นั้นปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลงยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดี ในขณะที่ระดับราคาก็ปรับตัวลงมาอยู่ในช่วงระดับราคาที่เหมาะสม ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อสะสมเพิ่มเติมมากกว่าที่จะยอมตัดใจขายขาดทุนทิ้งออกไป แต่ถ้ากองทุนที่เราลงทุนอยู่นั้น พื้นฐานเปลี่ยนแปลงไปและมีแนวโน้มที่จะแย่ลงในระยะถัดไป ถึงแม้ว่าราคาจะปรับตัวลงมาอยู่ในช่วงระดับราคาที่เหมาะสมก็ควรที่จะยอมขายขาดทุนออกไปมากกว่าที่จะซื้อมาถัวเฉลี่ยเพิ่มเติม


แน่นอนว่าไม่มีใครคาดเดาได้หรอกว่าแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติจะยุติลงเมื่อไร แล้วตลาดหุ้นจะปรับตัวลงไปอีกนานแค่ไหน? การพยายามที่จะจับจังหวะของตลาดนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่ในสภาวะตลาดแบบนี้อาจจะเป็นโอกาสในการลงทุนหากเรามั่นใจได้ว่ากองทุนที่เราลงทุนอยู่นั้นมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง และยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดีในระยะยาว


ดังนั้น สิ่งที่เราควรจะทำคือการทยอยซื้อสะสมเพิ่มเติมเมื่อระดับราคาลดลงมาในจุดที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงที่มูลค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าระหว่างทางนั้นราคาอาจจะมีการปรับตัวขึ้นๆ ลงๆ บ้างตามสภาวะตลาด แต่ในท้ายที่สุดแล้วราคามักจะวิ่งหาปัจจัยพื้นฐานเสมอ หรือถ้าการจับจังหวะในช่วงอารมณ์ตลาดที่แปรปรวนแบบนี้เป็นเรื่องยากสำหรับเรา ลองการลงทุนแบบ DCA หรือ Dollar Cost Averaging ดูครับ เป็นช่วงจังหวะที่ดีสำหรับใครที่จะเริ่มทำ DCA กันด้วย


ส่วนกองทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ ขอมองส่วนทางกับความรู้สึกกันหน่อย โดยกองทุนหุ้นไทยกลับมองว่าเป็นจังหวะที่น่าสนใจจะเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังมองหาจังหวะลง LTF-RMF ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่เพิ่งจะทำ All Time High ไปเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ถ้ากลับไปดูตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาสดใสไม่ว่าจะเป็น GDP ไตรมาส 1 ของไทยที่สามารถเติบโตได้ที่ระดับ 4.8% สูงสุดในรอบกว่า 5 ปี หรือตัวเลขการส่งออก ซึ่งตลอดช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สามารถขยายตัวได้ที่ระดับ 11.55% เลยทีเดียว


ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐก็ส่งสัญญาณการขยายตัวชัดเจนขึ้น จะเหลือก็เพียงแต่การบริโภคภาคเอกชนที่ยังซบเซา ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต่างๆ จุดติดแล้ว สุดท้ายการบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวกลับมาครับ นอกจากนี้นักลงทุนต่างไม่ค่อยคาดหวังกับตลาดหุ้นไทยมากเกินไป ทำให้ราคาไม่ได้แพงเหมือนเมื่อปีที่แล้วด้วย


=============================


ที่มา : วารสาร การเงินธนาคาร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2561


เขียนโดย โดย คุณสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด


=============================


::::::::หนังสือแนะนำ::::::::




เล่นหุ้นกำไรไม่เสี่ยงด้วย DCA : Dollar cost average millionaire




คู่มือเริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวม




กองทุนรวม ฉบับพื้นฐาน : Mutual fund guide




สนุกกองทุน Fund book




Mutual funds : an introduction to the core concepts




เรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุนได้ไม่รู้จบ ผ่านคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่มีหนังสือกว่า 20,000 เล่ม ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 – 21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ออกประตู 3 ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก http://www.maruey.com


--------------------------------------------------------