ความท้าทายในยุคไทยแลนด์ 4.0

จิตติมา ยอดปราง
09 Aug 2019

เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ


ที่มา : วารสาร Strategy+Marketing ฉบับเดือนตุลาคม 2559


 



ปรากฎการณ์ Thailand 4.0 เกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศเดินหน้าจริงจังที่ต้องการจะผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและสร้างรายได้ให้กับประชาชนให้หลุดพ้นจากประเทศที่ติดกับ อยู่กับรายได้ปานกลางมายาวนานไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ก่อนประเทศจะต้องเจอกับภาวะถดถอย หากไม่มีการปักธงที่จะพัฒนาให้ชัดเจนเพราะการแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่หรือนับจากยุคศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นขึ้นซึ่งมีดิจิทัลเป็นพื้นฐานสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นที่กลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิตของคนทั่วไปรวมทั้งเป็นเหมือนออกซิเจนให้กับธุรกิจที่ขาดไม่ได้


การมีเครื่องมือสำคัญอย่างดิจิทัลที่เปิดโอกาสให้กับธุรกิจทั่วโลกและในทุกพื้นที่ ทำให้การรุกและรับในเกมธุรกิจอยู่แค่ระดับพื้นฐานต่อไปไม่ได้ ต้องมีกระบวนการสร้างมูลค่าที่จะต่อยอดให้ธุรกิจนั้นเติบโตและแข่งขันได้ดี และได้เปรียบ ซึ่งไม่มีอะไรที่จะสร้างความแตกต่างได้ดีไปกว่าความคิดที่ส่งผ่านกลยุทธ์ระดับประเทศ องค์กร แบรนด์ และบุคคล สะท้อนไปยังการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมที่หลากหลาย เพราะความคิดสร้างสรรค์แทบจะนับได้ว่าเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สร้างความแตกต่างและข้อได้เปรียบให้กับแต่ละธุรกิจ


เพราะหากมีความพร้อมในทุกๆ ด้านทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม ข้อได้เปรียบ ด้านภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ แรงงาน คน แต่หากไม่สามารถใส่ความคิดที่จะบูรณาการทุกสิ่งให้เกิดคุณค่าได้หรือสร้างวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจากระดับพื้นฐานทั่วไปได้ ประเทศหรือองค์กรธุรกิจนั้นก็คงไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่ปราศจากซอฟ์แวร์ที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ


แนวคิดเช่นนี้ คือความท้าทายของประเทศไทยยุค 4.0 ยุคที่คนไทยและองค์กรธุรกิจไทยไม่สามารถปล่อยให้การดำเนินธุรกิจเติบโตได้เองโดยธรรมชาติ แต่ต้องเกิดจากการสร้างคุณค่าเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างแท้จริง


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::


ตัวอย่างมุมมองและแนวคิดของ CEO ขององค์กรธุรกิจไทย ต่อนโยบาย Thailand 4.0


ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี-CP)


ไม่ใช่แค่ไทยแต่ทั้งอาเซียนควรปรับสู่ 4.0


ระดับเจ้าสัวออกมาพูดทั้งที คงไม่ได้มองแค่บริษัทของประเทศไทย เพราะวันนี้ซีพี ภายใต้การนำของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี พาธุรกิจไปไกลคลอบคลุมหลายประเทศเกือบทุกทวีปทั่วโลก การปรับตัวเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 สำหรับประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรจะทำแค่ประเทศเดียว แต่เขาเชื่อว่าแต่ละประเทศในอาเซียนก็ต้องปรับรับยุค 4.0 ด้วยเช่นกัน


เหตุผลหลักที่เห็นได้ชัดทางกายภาพ คือการที่ทุกวันนี้เอเชียถือเป็นศูนย์กลางหนึ่งของเศรษฐกิจโลก เป็นภูมิภาคที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับที่ซีพีเป็นองค์กรที่ไม่หยุดขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคและโลก


หลายคนอาจจะติดภาพของซีพี จากอาณาจักรของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เปิดดำเนินการอยู่ 9,000 กว่าสาขาแล้วในปัจจุบัน และมีแผนจะให้ครบหมื่นสาขาในปี 2560 กับภาพธุรกิจการเกษตรทั้งพืชและสัตว์ครบวงจร แต่ในขณะที่รัฐบาลไทยประกาศพัฒนาสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 มีหรือที่ซีพี ถือเป็นบริษัทระดับโลกไปแล้วจะล้าหลังกว่า


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::


ธนินท์ กล่าวว่า การลงทุนของซีพีวันนี้มีทั้งในประเทศเกิดใหม่ ที่เพิ่งเริ่มพัฒนาและในประเทศพัฒนาแล้วไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนกับญี่ปุ่น จีน หรือประเทศในยุโรป ในธุรกิจหลากหลายแขนงที่แตกต่างกันไป ภายใต้แนวคิดว่า บริษัทอย่างซีพีไปลงทุนที่ไหนก็ได้ และพร้อมที่จะใช้ประโยชน์ในประเทศนั้น ทำตลาดในประเทศนั้นๆ รวมทั้งใช้เงินในประเทศนั้นๆ ด้วยแนวคิดสูงสุดว่า ตราบใดที่โลกนี้ยังมีคนซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้า ซีพีก็ไม่มีวันหมดไอเดียที่จะคิดทำธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองตลาดได้เช่นกัน


“สำหรับประเทศที่เริ่มพัฒนา ซีพีมีโอกาสมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่เป็นเหมือนกระดาษขาวเพราะเรามีโอกาสลงทุนโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเรื่องยากกว่า การเริ่มจากกระดาษขาวเราสามารถลงทุนโดยนำเทคโนโลยีใหม่ของโลกมาใช้ได้ทันที คนที่มองการลงทุนในประเทศด้อยพัฒนาว่ามีปัญหาเพราะคนไม่มีความรู้แล้วจะใช้เทคโนโลยีทันสมัยได้อย่างไร คิดแบบนี้ผิด พราะยิ่งประชาชนไม่มีความรู้ใช้กดปุ่มเอาก็พอ เหมือนกล้องถ่ายรูปที่คิดมาให้คนถ่ายรูปไม่เป็นใช้ไม่ต้องโฟกัสไม่ต้องปรับแสง ก็ถ่ายได้สวย เพราะเอาความสามารถของมืออาชีพมาใช้ในซอฟต์แวร์ ฉะนั้นประเทศยิ่งด้อยพัฒนายิ่งต้องใช้เทคโนโลยีสูง”


ยิ่งถ้าเป็นธุรกิจในแนวถนัดอย่างเกษตรด้วยแล้ว ดูเหมือนธนินท์จะยิ่งมั่นใจว่า ธุรกิจเกษตร ซึ่งเกี่ยวพันกับอาหารอย่างไรก็ไม่มีวันตาย ตราบเท่าที่โลกนี้ยังมีมนุษย์ รวมทั้งไม่กังวลด้วยว่าอาหารจะขาดแคลน


“ผมมีแต่ห่วงว่าอาหารจะล้นตลาด เพราะวันนี้การผลิตสินค้าทำได้เร็วกว่าที่มนุษย์เกิดหลายเท่าแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าเงินเฟ้อ แต่ของผลิตมามากกว่าเงิน อันนี้ต่างหากที่ต้องคิดว่าเงินจะฝืดมากกว่า สินค้าขายไม่ได้ เพราะการผลิตเรามีหุ่นยนต์ทำงาน 24 ชม.ไม่ต้องพัก ตอนนี้ซีพีไปตั้งโรงงานในยุโรปใช้เครื่องจักรผลิตทั้งหมด ไม่ต้องมีปัญหาแรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องสหภาพแรงงานเพราะหุ่นยนต์เครื่องจักรอัตโนมัติทำงานตลอดและผลิตได้มากกว่าแรงงานคน”


มองไปไกลถึงภาคการตลาดยิ่งไม่เป็นปัญหาในสายตาเจ้าสัวซีพี เพราะนอกจากจะมีช่องทางครบทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเครือข่ายร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น ที่กระจายไปทั่ว หันไปทางไหนก็เจอ ยุคดิจิทัลแบบนี้ยังมีอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเจ้าสัวมองว่าจะเปิดตลาดหรือร้านค้าบนอากาศสักกี่หมื่นห้างเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องลงทุนซื้อที่ดิน แค่ใส่ซอฟต์แวร์เข้าไปก็ให้คนซื้อขายกันได้ทั่วโลก อยู่ที่จะหาใครมาเป็นลูกค้า


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::


“เหตุการณ์แบบนี้ต้องตามให้ทัน คนแก่จะมากขึ้นก็ไม่กลัว ต่อไปหุ่นยนต์ทำงานแทนคน ที่ต้องคิดคือวันนี้คนว่างงานมากขึ้นจะทำอย่างไร อาทิตย์หนึ่งทำงานสามวัน อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เพราะมาจากไอทีที่ก้าวหน้า ทุกวันนี้วิวัฒนาการก้าวหน้า ต่อไปมนุษย์อาจจะอยู่ได้ 200 ปีเมื่อมนุษย์ทำงานน้อยอยู่นาน โอกาสของธุรกิจบริการก็จะเพิ่มขึ้น”


เมื่อเทรนด์ของโลกเป็นไปในแนวนี้ ธุรกิจของซีพีก็มองล่วงหน้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับบริษัทญี่ปุ่นอย่างอิโตชู เพื่อศึกษาหาโนว์ฮาวสำหรับผู้สูงวัยสำหรับธุรกิจในอานาคต ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ สถานที่รับรองผู้สูงอายุ คนหรือหุ่นยนต์ที่จะมาบริการผู้สูงอายุ อะไรที่จะให้มนุษย์สูงวัยอยู่ได้ด้วยตัวเอง และแน่นอนว่าเมื่อมนุษย์อยู่นานก็ส่งผลต่อธุรกิจอาหารก็มีโอกาสขยายตัวมากขึ้น อาหารสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจในอนาคตของซีพีเช่นกัน


“มองกลับมาในเอเชีย ผมว่าเอเชียจะเปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้นถ้ารัฐบาลของแต่ละประเทศเข้าใจปรับให้รับยุค 4.0 จะดีเหมือนที่ประเทศไทยกำลังจะปรับ รวมถึงการปรับกฎหมายต่างๆ มารองรับไบโอเทคโนโลยี ของคนที่จะมาลงทุนที่ต้องการสร้างหุ่นยนต์ ซอฟต์แวร์ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทย เพราะต้องมีกฎหมายที่จะดึงดูดให้คนเหล่านี้มาลงทุนผมเชื่อว่าผู้บริหารประเทศรู้ว่าต้องมีกฎหมายอย่างไร ให้อินเซนทีฟอย่างไรนักลงทุนถึงจะมา ผมว่าถ้ากฎหมายรองรับนี้จะเป็นตัวอย่างของอาเซียน 10 ประเทศได้ สำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงในหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เพราะผมเชื่อว่าต่อไปโลกนี้ไม่มีพรมแดน”


อ่านต่อ ความท้าทายในยุคไทยแลนด์ 4.0 จากมุมมองผู้บริหาร ทั้งจากเดอะมอลล์กรุ๊ป / บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรซ์ ประเทศไทย / บริษัท สมิติเวช จำกัด (มหาชน) / บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ฯลฯ ได้จากวารสาร Strategy+Marketing ฉบับเดือนตุลาคม 2559 ครับ


เรียนรู้โลกของธุรกิจ การเงิน และการลงทุน ผ่านคลังความรู้ขนาดใหญ่ ที่มีหนังสือกว่า 20,000 เล่ม ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30-21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทางออก 3


::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::


เรื่องโดย : กองบรรณาธิการ


ที่มา : วารสาร Strategy+Marketing ฉบับเดือนตุลาคม 2559