ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละดึงดูดเงิน

จิตติมา ยอดปราง
09 Aug 2019

ที่มา : ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละ ดึงดูดเงิน


เรื่องโดย : โทนี่ โนะนากะ แปลโดย :อนิษา เกมเผ่าพันธ์ 



รู้ไหมว่าในโลกนี้มีคนรวยอยู่สองแบบ แบบที่หนึ่งคือ “คนรวยที่มีความสุข” ซึ่งมีทั้งเพื่อน ทั้งคนรักที่แสนวิเศษ ซ้ำยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการทำงาน กับแบบที่สองคือ “คนรวยที่ไร้สุข” ซึ่งมีแค่เงิน


4 วิสัย ที่ช่วยให้มีความสุขตลอด 365 วัน
“หากต้องการประสบความสำเร็จ ก็จงปฏิบัติตัวแบบผู้ประสบความสำเร็จให้เป็นนิสัย” นี่คือประโยคซึ่งบรรดามหาเศรษฐีพูดอยู่เสมอเมื่อมีคนถามว่า “ต้องทำอย่างไร ผมจึงจะประสบความสำเร็จเช่นคุณ”


มหาเศรษฐีที่มีความสุขไม่ได้ปฏิบัติตัวแบบที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จหลังจากที่บรรลุเป้าหมายหรือประสบความสำเร็จแล้ว แต่พวกเขาปฏิบัติตัวแบบผู้ที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่แรกแล้ว วิธีนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะกดจิตตัวเองนั่นเอง เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นอาจกล่าวได้ว่า มหาเศรษฐีเหล่านั้นมี 4 วิสัยดังต่อไปนี้
1.วิสัยด้านการเงิน
2.วิสัยด้านเวลา
3.วิสัยด้านสุขภาพ
4.วิสัยด้านการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและการเอาใจใส่ดูแลครอบครัว


เพราะการจะเป็นมหาเศรษฐีที่มีความสุขได้ ต้องเป็นอิสระจากเงิน เวลา สุขภาพ และสังคม เมื่อรู้จักทำ 4 วิสัยนี้ให้เป็นนิสัยเมื่อไร ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นมหาเศรษฐีที่มีความสุขได้โดยอัตโนมัติ


มหาเศรษฐีหลายคนมักบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อการกุศล ตอนเกิดมหาภัยพิบัติ ในเขตญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก ซง มาซาโยชิ Masayoshi Song (11 สิงหาคม ค.ศ.1957 – ปัจจุบัน) นักธุรกิจและนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้ง SoftBank Group ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริษัทซอฟต์แบงก์ กรรมการประธานบอร์ดบริหารค่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซอฟต์แบงก์ และเจ้าของทีมเบสบอลระดับอาชีพ Fukuoka SoftBank Hawks บริจาคเงินจำนวน หนึ่งแสนล้านเยนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนเป็นข่าวใหญ่โต หลายคนอาจคิดว่าที่เขาทำได้เช่นนั้น เพราะเป็นคนร่ำรวย แต่รู้ไหมว่าสำหรับคนแบบนี้ต่อให้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่เขาก็คงหาทางบริจาคเงินหรือช่วยเหลือผู้อื่นไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งอยู่ดี


มหาเศรษฐีส่วนใหญ่ มีวิธีทำงานแบบที่เราคาดไม่ถึง
โลกธุรกิจ คือโลกของการไล่ตามผลกำไร จึงไม่แปลกหากหลายคนจะคิดถึงการทำให้มากขึ้นเพื่อสร้างผลกำไรให้มากขึ้น หรือเพิ่มรายได้ให้เยอะขึ้น แต่ความเป็นจริงกลับไม่ใช่อย่างนั้น แม้ว่าเหล่ามหาเศรษฐีที่มีความสุขจะเป็นผู้บริหารองค์กร แต่พวกเขากลับมีวิธีทำงานแตกต่างจากที่เราคิด


ยกตัวอย่างเช่น ประธานบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางที่ผมรู้จัก ได้รับเงินปันผลจากบริษัทของตัวเองประมาณแปดสิบล้านเยนต่อปี ในขณะที่แต่ละปีเขาจะเข้าบริษัทเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพื่อสะสางเรื่องงานบัญชี ส่วนเรื่องการบริหารงานต่างๆ นั้น เขาได้มอบหมายให้บรรดาพนักงานเป็นผู้ดูแลแทนทั้งหมด ส่วนเวลาที่เหลือเขาจะใช้ไปกับกีฬาโปรดอย่างการตีกอล์ฟถึงปีละมากกว่า 200 ครั้ง หรือไม่ก็เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า การได้ทำในสิ่งที่ชอบตลอดทั้งปีเช่นนี้ ทำให้ทุกวันของชีวิตเขามีแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลิน


แล้วถามว่าบรรดาพนักงานซึ่งถูกโยนงานให้ทำ จะไม่รู้สึกขัดเคืองใจในตัวประธานบริษัทบ้างหรือ คำตอบคือไม่เลย เพราะว่าเขาไม่ได้ละทิ้งหน้าที่การงาน แต่เขาใช้กีฬากอล์ฟเป็นสื่อกลางในการเพิ่มลูกค้าให้บริษัท และถึงแม้จะแทบไม่ได้เข้าบริษัท แต่เขาก็คอยตรวจสอบการบริหารงานภายในบริษัทอยู่เสมออย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ด้วยเหตุนี้บรรดาพนักงานจึงเคารพยำเกรงในตัวเขาเป็นอย่างมาก


นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างที่แปลกออกไปอีก เช่น เจ้าขององค์กรขนาดใหญ่ในบางประเทศ ที่จ้างคนมาบริหารกิจการในตำแหน่งประธานบริษัทแทน เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี แล้วนานๆ ครั้งจึงจะลงไปตรวจสอบงานบริหารสักที หรือช่วยแนะนำพนักงานใหม่ให้หากจำเป็น


ในทางตรงกันข้าม นักบริหารหลายคนที่อยู่ในฐานะลูกจ้างกลับต้องมีชีวิตแบบที่เรียกว่า “ทำงานกี่ชั่วโมง ได้ค่าจ้างเท่านั้น” จึงไม่สามารถเจียดเวลาออกจากงานได้ แม้แต่คนที่ออกมาเปิดกิจการของตัวเองบางคนก็ยังไม่วายพ่ายแพ้ให้แก่ความโลภอยากเพิ่มยอดขาย ทำให้ชีวิตมีแต่งานกับงาน


สุดท้ายแล้ว ชีวิตของคนเหล่านี้ แม้จะมีเงินทองมากมายระดับหนึ่ง แต่กลับมีสุขภาพและมิตรภาพที่ไม่น่าพึงพอใจ ทำให้ไม่สามารถมีความสุขจากส่วนลึกของจิตใจได้อย่างแท้จริง


สรุปคือ หากตั้งเป้าจะเป็น “มหาเศรษฐีที่มีความสุข” ก็ต้องผลักดันตัวเองให้พ้นไปจากงานที่ผูกมัดอยู่กับเวลาและเงิน เพื่อให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงของ “อิสรภาพทางการเงิน


มุมมองของมหาเศรษฐี ที่ต่างจากเราๆ แทบสิ้นเชิง
ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับความคิดเห็นเรื่องเงินทองระหว่างมหาเศรษฐีที่มีความสุขกับคนทั่วไปคือ คนปกติทั่วไปจะทำแค่เพียงทำงานหาเงิน แล้วนำมาเก็บออม โดยมุ่งเน้นไปที่การทำงานให้ได้มากๆ ส่วนมหาเศรษฐีที่มีความสุขจะไม่คิดเช่นนั้น แต่พวกเขากลับหันไปใส่ใจเรื่องการใช้เงิน และการทำให้เงินงอกเงยแทน


หากเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการทำฟาร์มโคนมและฟาร์มโคเนื้อ คุณน่าจะเห็นภาพชัดขึ้น สำหรับฟาร์มโคเนื้อ เมื่อเลี้ยงวัวจนโตพอเหมาะแล้ว ก็จะขายวัวออกไปจนไม่เหลือวัวสักตัวเดียวในฟาร์ม ส่วนฟาร์มโคนม ตราบใดที่แม่วัวยังมีน้ำนมให้รีด ก็ยังมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ แถมวัวก็ไม่หายไปไหน และนี่ละคือสิ่งที่เปรียบได้กับแนวคิดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของมหาเศรษฐีที่มีความสุข


“คนที่มีฐานะปานกลางลงไปจะทำงานเพื่อเงิน แต่คนมีเงินจะให้เงินทำงานเพื่อตัวเอง” นี่คือคำพูดของโรเบิร์ต คิโยะซะกิ จากหนังสือเรื่อง พ่อรวยสอนลูก (Rich Dad Poor Dad)


เปิดโลกการเรียนรู้สู่การลงทุน ต่อยอดสู่ความมั่งคั่งด้วยตัวคุณเองได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย ห้องสมุดมีหนังสือดีๆ ด้านการเงินการลงทุนมากมาย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มากกว่า 20,000 เล่ม รอให้ทุกท่านได้มาเรียนรู้


ห้องสมุดมารวย ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ แห่งใหม่ บนถนนรัชดาภิเษก ติดกับสถานฑูตจีน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 - 21.00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ออกประตู 3 ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก http://www.maruey.com


:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ที่มา : ความลับเศรษฐี คนแบบนี้แหละ ดึงดูดเงิน
เรื่องโดย : โทนี่ โนะนากะ แปลโดย :อนิษา เกมเผ่าพันธ์
‪#‎maruey‬ ‪#‎marueylibrary‬ ‪#‎MRKC‬ ‪#‎SET‬ ‪#‎Investment‬ ‪#‎RichDadPoorDad‬ ‪#‎DotComBubble‬